อาการปวดท้องด้านซ้าย-บน-ล่าง-ท้องน้อย-ร้าวไปถึงข้างหลัง

อาการปวดท้องด้านข้างซ้าย อันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการปวด ถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายได้ ทั้งอวัยวะภายในและภายนอก โดยมีทั้งอาการปวดแบบเฉียบพลันเป็นมากน้อยขึ้นอยู่กับอาการ แต่จะเกิดขึ้นและหายไปในเวลาอันสั้น ส่วนอาการปวดแบบเรื้อรัง มักจะเกิดอาการต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้อยู่ภายใต้การรักษาหรือถูกรักษาแล้วก็ตาม ในอดีตผู้ป่วยมักจะมีความอดทนสูงหรือหาวิธีรักษาด้วยตนเอง มากกว่าการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือพบแพทย์ แต่ผลข้างเคียงที่เกิดจากอาการปวดนั้นอันตราย เช่น ความดันเลือดสูง ชีพจรเต้นเร็ว น้ำตาลในเลือดสูง มีความเครียด นอนไม่หลับ โดยผลข้างเคียงเหล่านี้ค่อนข้างบั่นทอนคุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสุขภาพจิตและร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต่างเคยประสบปัญหา เกิดอาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สร้างความรำคาญให้กับเรา แต่หากเป็นการปวดรุนแรงถึงขั้น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชาตามร่างกาย หรืออ่อนแรงควรรีบปรึกษาหรือพบแพทย์ในทันที

อาการเจ็บปวดภายในช่องท้องอาจเกิดได้จากอวัยวะต่าง ๆ ภายใน โดยภายในช่องท้องจะประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ  เช่น ตับ ถุงน้ำดี ม้าม กระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง ไต เป็นต้น ซึ่งโรคจากอวัยวะเหล่านี้ ถือเป็นสาเหตุของอาการปวดทั้งในและนอกช่องท้อง และอาจเป็นได้ทั้งอาการปวดแบบเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับโรคที่เกิดขึ้นภายในช่องท้อง โดยบางอาการเพียงแค่ซื้อยาและรับคำปรึกษาจากเภสัชกรก็สามารถรักษาอาการเบื้องต้นได้ แต่หากเป็นอาการปวดเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาได้อย่างทันท่วงที และ อาการปวดภายในช่องท้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

อาการปวดท้องข้างซ้าย

  1. ปวดบริเวณ ซ้ายบน ซึ่งเป็นตำแหน่งของม้าม มีอาการเจ็บหรือปวดตามบริเวณ และสามารถลามไปถึงหัวไหล่ด้านซ้ายได้ โดยมีลักษณะอาการ อ่อนเพลีย ร่างกายติดเชื้อบ่อย มีเลือดออกง่าย น้ำหนักลดลง เกิดดีซ่าน และเมื่อทานอาหารเข้าไปจะรู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากอาการม้ามโต ที่ขยายตัวกดทับกับบริเวณกระเพาะอาหาร สาเหตุเกิดได้จากทั้ง ภาวะโลหิตจางการติดเชื้อไวรัส เชื้อปรสิต เชื้อแบคทีเรีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมีการกดทับหรือเกิดเล่มเลือดภายในหลอดเลือดดำบริเวณตับหรือม้าม
  2. บริเวณใต้ลิ้นปี่เจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะตอนออกแรง แล้วส่งผลเกิดอาการแน่นบริเวณกลางอกค่อนมาทางซ้าย และเจ็บลึก ๆ อาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัจจัยนี้มีอยู่มากแต่มักพบว่าเป็นอาการแทรกซ้อนของผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนเพียงเท่านั้น อีกทั้งหากมีอาการปวดหลัง มีอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน (บางรายมีอาการปวดท้องข้างซ้ายร้าวไปหลัง) และถึงขั้นเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง ทั้งยังมีการอาเจียนร่วมด้วย อาจเป็นอาการของโรคตับอ่อนอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่น้ำย่อยในตับไม่สามารถไหลผ่านท่อของตับอ่อนได้ทำให้น้ำย่อยทำการย่อยเนื้อเยื้อตับอ่อนจนเกิดแผลและมีการอักเสบ
  3. ปวดบริเวณบั้นเอวซ้ายหรือขวา ตรงกับตำแหน่งท่อน้ำดี ซึ่งหากมีอาการปวดมากจนเหงื่อออกและปัสสาวะเป็นเลือด อาจบอกได้ว่าท่านเป็นนิ่วในไต และเมื่อมีอาการปวดร้าวมาถึงต้นขา จะเป็นลักษณะอาการเมื่อนิ่วเริ่มอุดตันที่ท่อไต และหากมีอาการปวดร่วมกับเป็นไข้ ทั้งยังมีปัสสาวะสีขุ่น สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในบริเวณกรายไตที่อยู่ระหว่างไตกับท่อไต และผู้ป่วยที่เป็นโรคกรวยไตอักเสบ จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง และเร่งด่วน หากปล่อยทิ้งไว้จนติดเชื้อเข้ากระแสเลือดอาจทำให้เสียชีวิต
  4. ปวดบริเวณท้องน้อยซ้ายล่าง ซึ่งเป็นบริเวณที่ตรงกับตำแหน่งปีกมดลูก ท่อไต รังไข่ด้านซ้ายและลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย เมื่อมีอาการปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ แล้วลามลงมาถึงต้นขา แสดงว่าท่านเป็นนิ่วที่ท่อไต อีกทั้งหากมีอาการปวดร่วมกับการถ่ายอุจจาระผิดปกติ นั่นหมายถึงอาการของลำไส้อักเสบ ซึ่งเกิดจากแผลเยื่อบุบริเวณลำไส้ใหญ่อักเสบ และอาการปวดมาจากการที่ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น โรคนี้หากปล่อยไว้ระยะยาวอาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ถึงขั้นอันตรายแก่ชีวิตได้

อาการปวดท้องข้างขวา

บริเวณด้านขวาเป็นพื้นที่ของ ตับ ถุงน้ำดี ไต ลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่ง ปีกมดลูก รังไข่ขวา หากมีอากรเจ็บหรือปวดบริเวณช่องท้องขวา มีโอกาสสูงมากที่อวัยวะเหล่านี้จะมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

จากข้อมูลข้างต้นที่กล่าวไป เชื่อว่าหลายท่านเริ่มมีการสังเกตตัวเองมากยิ่งขึ้น และแม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ไม่ควรเพิกเฉย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดอาการเรื้อรัง หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพราะถ้าปล่อยไว้อาจสายเกินแก้นั่นเอง