แป้งทนย่อย

แป้งทนย่อย

ในปัจจุบันนี้เทรนด์การรักสุขภาพ ใส่ใจสุขภาพทั้งในด้าน การลดน้ำหนัก ลดการทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์กำลังมาแรง ยิ่งกับในกลุ่มวัยรุ่น ไม่ว่าจะทั้ง ชาย และ หญิง ต่างก็หันมารักสุขภาพของตัวเองกันเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงนี้ มีเทรนด์รักสุขภาพรูปแบบหนึ่งที่กำลังมาแรง ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่หลายท่านไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งสามารถเรียกเทรนด์นั้นได้ว่า แป้งทนย่อย มีวัยรุ่นหลายส่วนไม่ทราบว่า มีเทรนด์การรักสุขภาพด้วยวิธีนี้ด้วย และไม่ทราบว่าชื่อที่ใช้เรียกเทรนด์นี้ หมายความว่าอย่างไร ต้องทนย่อยอย่างไร แป้งที่เราทานเข้าไปนั้นจะทนย่อยในรูปแบบไหน

โดยแป้งทนย่อย คือ การที่แป้งที่เราทานเข้าไปนั้น ไม่ได้รับการถูกย่อย และลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมแป้งเหล่านี้เข้าสู่ภายในได้ จึงทำให้เกิดอาหารของแบคทีเรียขึ้น เพราะแป้งที่ไม่ถูกย่อยไปกระตุ้นและค้างอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้เกิดการหมักและได้เป็นอาหารให้เชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ต้องตกใจ หรือ ตกใจ เพราะว่าอาหารที่เกิดขึ้น เป็นอาหารแบคทีเรียที่มีคุณประโยชน์ ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ของเราเป็นอย่างมากเลยนั่นเอง

แป้งทนย่อย มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง

แป้งทนย่อย อย่างที่ทราบดีอยู่แล้วว่ามีข้อดีกับกระเพาะอาหารและลำไส้ของเรา  โดยข้อดีและข้อเสียของเทรนด์สุขภาพใหม่นี้ สามารถเลือกพิจารณาได้ ดังนี้

ข้อดี

  1. แป้งทนย่อยเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์บริเวณผนังของลำไส้ใหญ่ ลดการอักเสบแปรปรวน
  2. หากรับประทานเป็นประจำ จะลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น
  3. ช่วยสร้างไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา และช่วยลดการสร้างไขมันเลวในร่างกายของเราได้
  4. เมื่อทานแป้งทนย่อยเข้าไป ปริมาณ 15- 30 กรัมต่อวัน หากทำได้ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน จะทำให้การทำงานของอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากถึง 50% ซึ่งเป็นโอกาสที่ช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
  5. เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะแป้งที่เราทานเข้าไปจะช่วยทำให้อิ่มอาหารมากขึ้น เป็นการลดการได้รับพลังงานจากการที่เรากินเข้าไป

ข้อเสีย

  1. การใช้วิธีนี้ในการลดน้ำหนัก ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน เพราะการที่มันจะสร้างกรดไขมันระยะสั้นออกมาได้ มันต้องผ่านกระบวนการบางอย่างมาก่อน อาจไม่เหมาะสมกับร่างกายของทุกคน บางคนอาจะเกิดอาการ ปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วนอย่างรุนแรง แน่นกลางอกได้ด้วย
  2. อย่างที่ทราบว่าจะมีขั้นตอนบางอย่างที่ไม่ถูกกับร่างกายของทุกคน ซึ่งขั้นตอนที่ว่า คือขั้นตอนในการสร้างก๊าซประเภทนึงขึ้นมา คือ ก๊าซ CO2 และก๊าซ Methane นั่นเอง

อาหารประเภทแป้งทนย่อยมีอะไรบ้าง

การทานอาหารแบบนี้ หรือก็คือ Resistant starch ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท สามารถแบ่งได้ตามนี้

  1. อาหารประเภทที่ 1 (RS1) สามารถพบได้จากอาหารประเภท ธัญพืช พืชตะกูลถั่ว เมล็ดต่าง ๆ โดยพวกธีญพืชจะค่อนข้างทนต่อการย่อย เพราะรูปร่างและลักษณะทางกายภาพสามารถขัดขวางเอนไซม์ ทำให้เอนไซม์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
  2. อาหารประเภทที่ 2 (RS2) สามารถพบได้จากอาหารประเภทแป้ง อย่างเช่น ผลมันฝรั่งดิบ กล้วยน้ำว้าดิบ ทั้ง 2 อย่างนี้สามารถเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ได้เช่นกัน เพราะมีค่าอะไมโลสสูง
  3. อาหารประเภทที่ 3 (RS3) สามารถพบได้ในอาหารที่ปรุงสุกแล้ว และเมื่ออาหารปรุงสุกเย็นตัวลงจะเกิดการเรียงตัวใหม่ของอะไมโลส เช่น อาหารพวกแป้ง ข้าว มันฝรั่ง เมื่อเย็นตัวจะทำให้อาหารประเภทแป้งสามารถทนต่อการย่อยได้นั่นเอง
  4. อาหารประเภทที่ 4 (RS4) สามารถพบได้จากอาหารประเภทแป้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตจากสารเคมี

สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ หรือต้องการลดน้ำหนัก สามารถใช้วิธีการทานแบบแป้งย่อยแป้งได้ โดยแรกเริ่มควรทานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักพัก โดยวิธีการทานแบบแป้งทนย่อยจะมีประโยชน์และเป็นผลดีกับผู้ที่เป็นโรคอ้วน ต้องการลดน้ำหนักตัว เนื่องจากปัญหาสุขภาพ เพราะวิธีนี้จะช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน และลดความอยากอาหารให้กับเราได้เป็นอย่างดีเลยอีกด้วย