อาการของโรคแพนิคและกรดไหลย้อน

โรคแพนิคกรดไหลย้อน คืออะไร และเมื่ออาการเกิดขึ้นควรทำอย่างไร?

โรคแพนิคที่ทำให้เกิดความทรมานเหมือนตายทั้งเป็น เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากการตื่นตระหนก อีกทั้งยังหาสาเหตุไม่ได้อีกด้วยซึ่งปัจจัยหลัก คือการไม่ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองนั่นเอง โดยตามสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อตกอยู่ในสภาวะกดดัน เครียด ตกใจมากเกินไป โดยลักษณะอาการคือ ใจสั่น อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งขึ้นสูงผิดปกติ หายใจไม่ทั่วท้อง เจ็บบริเวณหน้าอก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน จนอาจถึงขั้นหมดสติ

ซึ่งลักษณะอาการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คล้ายกับอาการของโรคกรดไหลย้อน  ดังนั้น หากผู้ป่วยเป็นโรคแพนิคก็มักจะเป็นโรคกรดไหลย้อนด้วย โดยทั้งสองโรคนั้นสัมพันธ์กัน เพราะเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีอาการ ท้องอืด แสบร้อนกลางอก ทานอาหารได้น้อยจนทำให้น้ำหนักลดลง และโรคนี้จะใช้ระยะเวลาในการรักษาให้หายขาดค่อนข้างนาน จนส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการลักษณะนี้ตามมา

ควรทำอย่างไรเมื่อเป็นแพนิคกรดไหลย้อน

โรคและอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่โรคที่อันตราย แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาระยะยาวหรือเรื้อรัง เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา แต่ถ้าหากเป็นแล้วก็ต้องมีวิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และรักษาเพื่อให้ตัวเองหายและกลับมาเป็นปกติ โดยวิธีเบื้องต้นที่ต้องปรับตัวเมื่อทราบว่าตัวเองมีลักษณะอาการคล้ายกับที่กล่าวข้างต้น มีดังนี้

  1. ตั้งสติมากขึ้น

จากที่ทราบต้นตอของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิต หากทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะเครียดหรือกดดัน ควรหาอะไรผ่อนคลายแทรกระหว่างกิจกรรม หรือหลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ประมาณ 3-5 วินาที เพื่อตั้งสติและเป็นการปรับสมดุลออกซิเจนในร่างกาย ทั้งยังรีเซตสมองให้ปลอดโปร่งพร้อมที่จะรับอะไรมากขึ้น

  1. การรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

หากรับประทานแต่เนื้อสัตว์ แนะนำให้หันมาทานผักผลไม้มากขึ้น เพื่อชำระล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย ช่วยพัฒนาระบบขับถ่าย และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายอีกด้วย

  1. ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น

การออกกำลังกายจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีไลฟ์สไตล์ในการออกกำลังกายเลย และจากข้อมูลผู้ป่วยที่หายขาดจากแพนิคกรดไหลย้อนนั้น มีการออกกำลังกาย 3-4 วันต่อสัปดาห์ ข้อดีของการออกกำลังกาย คือ ช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ และยังเป็นการกระตุ้นให้ดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นจากปกติอีกด้วย

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนไม่ใช่เพียงแค่การนอนให้เพียงพอ 8 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการพักผ่อนทางจิตใจที่ต้องการการพักผ่อนจริง ๆ อย่างเช่น การไปเที่ยว เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวกระตุ้นให้มีแต่สิ่งที่ดีเกิดขึ้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการพักผ่อนที่ดี

  1. social detox

การตัดขาดจากสังคมภายนอกในระยะเวลาหนึ่งอาจช่วยลดความเครียดที่อยู่ภายในได้ เพราะในปัจจุบันทุกคนเข้าถึงโลกโซเชียลได้ ทั้งยังสามารถถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวผ่านโซเชียล ซึ่งถือเป็นสาเหตุของความเครียดที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา ลดเวลาการเข้าไปในแอพพลิเคชันโซเชียลต่าง ๆ หันไปทำอย่างอื่น เช่นอ่านหนังสือ นั่งสมาธิ หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เพื่อความผ่อนคลาย

  1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ท้ายที่สุดแล้วหากทราบว่าตนเองป่วย สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือการเข้าพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคที่คุณกำลังเผชิญอยู่ และเมื่อแพทย์ทราบโรคหรืออาการที่คุณกำลังเป็นอยู่ก็จะสามารถรักษาได้อย่างตรงจุด หากเป็นโรคแพนิคก็ควรเข้าพบจิตแพทย์จะได้ทำการประเมินอาการ และค้นหาสาเหตุ พร้อมให้ยาและจิตบำบัดโดยการพูดคุยเพื่อแนะนำหลักการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

ทั้งนี้โรคหรืออาการที่เป็นอยู่ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยนั้นเป็นโรคร้ายแรง แต่จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบากและทำให้กังวลใจ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแล้ว ก็ต้องมีหนทางสามารถรักษาให้หายได้ หากทำตามที่แนะนำได้ ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน