ยาโอมีพราโซล-Omeprazole

ยาโอมีพราโซล Omeprazole

ปัญหาที่ผู้คนส่วนใหญ่พบเจอ หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ คือ อาการอาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) ซึ่งจะมีอาการ จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ไม่สบายตัว คลื่นไส้ อยากอาเจียน ปวดท้องด้านบน และบางคนเกิดอาการกรดไหลย้อนขึ้นได้ทันที จึงต้องใช้ยายับยั้งการหลั่งกรดโอมีพราโซล Omeprazole เพื่อยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะนั่นเอง โดยส่วนมากอาการอาหารไม่ย่อย มักจะเกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้องของตัวเราเอง และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้

  • ทานอาหารเร็วเกินไป เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

การที่เราทานอาหารเร็วเกินไป จะส่งผลให้เราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้อาหารที่เราทานเข้าไป ยังคงเป็นชิ้นที่มีขนาดใหญ่ ทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้น โดยการหลั่งน้ำย่อยออกมาเยอะเกินไป อีกทั้งกรดยังมีความเข้มข้นสูงเกินไปอีกด้วย

  • ทานอาหารเผ็ด ของทอดและมันมากเกินไป

หากเราทานของมันของทอดมากเกินไป จะทำให้เรามีอาการท้องอืด เพราะกระเพาะอาหารของเราทำการย่อยอาหารเหล่านี้ได้ไม่หมด ทำให้มีเศษอาหารตกค้าง และเกิดแก๊สในกระเพาะขึ้นได้นั่นเอง

  • ดื่มน้ำอัดลม กาแฟ ชา และของมึนเมามากเกินไป

เครื่องเหล่านี้นอกจากจะส่งผลร้ายให้กับร่างกายเราแล้วนั้น ยังทำให้เกิดแผลในกรเพาะขึ้นได้อีกด้วย

  • ผลข้างเคียงจากยา หรือ กรรมพันธุ์

อาการนี้อาจเกิดได้ทั้งจากผลข้างเคียงของยาที่ทาน เพื่อรักษา และสามารถเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ จากพันธุกรรมของเรา

จากที่ทราบพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตัว การทานอาหารต่าง ๆ ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนใหญ่เกิดปัญหานี้ขึ้น ซึ่งส่วนมากเมื่อเกิดอาการ จะนิยมใช้ยาโอมีพราโซล (Omeprazole) เพื่อช่วยยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะ ไม่ทำให้กรดในกระเพาะกัดกร่อน ผนังกระเพาะและลำไส้จนเกิดแผลขึ้นนั่นเอง

ตัวยาจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่า เพลเลต (Pellets) โดยตัวยาจะได้รับการบรรจุลงในแคปซูล เพื่อควบคุมการปล่อยตัวยาสำคัญออกมาในลำไส้เล็กของเรา ซึ่งสารที่คลือบอยู่บนเพลเลต จะมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวยายับยั้งการหลั่งกรดที่ทานเข้าไป โดนกรดในกระเพาะทำลาย เพื่อที่ตัวยาจะสามารถแตกตัว และออกฤทธิ์ในลำไส้เล็กแทน โดยยาตัวนี้ จะสามารถรับประทานได้ครั้งละ 1 เม็ด เพียงเท่านั้น ก่อนที่จะทานอาหารประมาณ 30 – 1 ชั่วโมง อีกทั้งบางรายถึงขั้นต้องทานยาตัวนี้ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน แต่จะขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความเจ็บปวดของอาการที่เกิดขึ้น และตามใบสั่งของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โดยผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดนี้คือ สตรีมีครรภ์  เด็ก ผู้ป่วยโรคตับ หัวใจ และโรคกระดูกพรุน  อีกทั้งหากเราต้องการทานยาตัวนี้ เราจะต้องไปพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการพูดคุยปรึกษา ถึงลักษณะอาการที่เราเป็นอยู่ และถามถึงตัวยาที่แพ้ โรคประจำตัว เพราะถ้าหากผู้ใช้ยา Omeprazole เป็นผู้ป่วย ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ อาจแนะนำยาตัวอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียงและไม่ส่งผลต่อโรคที่เป็นอยู่ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนขณะใช้ยา

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาของการใช้ยาตัวนี้มีเยอะพอสมควร แต่จะขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละคน  โดยผลข้างเคียงและอาการแพ้จากการใช้ยา Omeprazole มีดังนี้

  1. คลื่นไส้ อาเจียน มีแก๊สในกระเพาะมากกว่าปกติ และอาจมีอาการปวดท้องและท้องเสียร่วมด้วย
  2. อาการปวดศีรษะ คล้ายอาการไมเกรน
  3. หายใจลำบาก ใบหน้าบวม เกิดลมพิษขึ้น

นอกจากนี้ถ้าหากเกิดอาการชัก น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติ ใจสั่น ก้ามเนื้อกระตุก ว้าวุ่นใจ ปวดท้องรุนแรงและถ่ายท้องไม่หยุด ควรไปรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นอาการแพ้ที่รุนแรง หากถึงมือแพทย์ช้าอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

หากใครที่จำเป็นนจะต้องใช้ยาตัวนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจวัดระดับแมกนีเซียมในร่างกายของเราไปด้วย เพราะในผู้ป่วยบางรายมีปัญหาเรื่องแมกนีเซียมในร่างกายไม่สมดุล อย่างเช่น ภาวะแมกนีเซียมต่ำได้ ซึ่งการทานยาเอรักษา ถือเป็นวิธีการรักษาที่รวดเร็วและตรงจุด แต่ถ้าหากเราทานยาเพื่อรักษาแล้ว เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์มากขึ้น อย่างกล้วยน้ำว้าดิบ ที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีต่อร่างกายของเรานั่นเอง