ลำไส้อักเสบ VS ลำไส้แปรปรวน

ลำไส้อักเสบ VS ลำไส้แปรปรวน

อาการของโรคลำไส้อักเสบและลำไส้แปรปรวน จะมีอาการที่คล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะแยกอาการที่เกิดขึ้นไม่ออกว่า อาการที่เราเป็นอยู่คือลำไส้อักเสบหรือลำไส้ของเราแปรปรวนกันแน่ เพราะอย่างที่ทราบว่าอาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายกัน อย่างเช่น อาการปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลว อุจจาระอาจมีมูกเลือดหรือเป็นสีดำคล้ำ คลื่นไส้อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วย โดยทั้งสองโรคนี้จะมีอาการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย และการดูแลรักษาก็มีขั้นตอนที่แตกต่างกันในหลายขั้นตอน เพราะสาเหตุของการเกิดโรคทั้ง 2 นั้นมาจากต่างสาเหตุ หลายคนที่เกิดอาการของโรคเหล่านี้ขึ้นแต่ปล่อยปะละเลย และเลือกทานยาเพื่อบรรเทาอาการแทนการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่การเลือกทานยาบรรเทาอาการเอง อาจส่งผลทำให้อาการแย่ลงและอาจมีอาการแทรกซ้อน อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อ หรือความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อาการที่แตกต่างกันระหว่าง ลำไส้อักเสบ และ ลำไส้แปรปรวน

อย่างที่ทราบกันดีว่า ทั้ง 2 โรคนี้ มีอาการที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน แต่หากสังเกตสักนิดจะเห็นได้ว่า ระหว่างทั้ง 2 โรคนี้จะมีระยะเวลาการเกิดอาการที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันในบางจุด โดยมีอาการและระยะเวลาแตกต่างกัน ดังนี้

  • ลำไส้อักเสบ

ส่วนใหญ่แล้วอาการที่เกิดขึ้น จะมีอาการ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องร่วง อ่อนเพลียไม่มีแรง อุจจาระจะมีมูกเลือดปนออกมาด้วย มีไข้สูง และคลื่นไส้อาเจียน โดยระยะเวลาที่เกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นนานถึง 1 ปี โดยภายใน 1 ปีนี้ จะเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นบ่อยครั้งแต่จะเป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยส่วนมากจะค่อนข้างสับสนกับอาการท้องเสียปกติ บางรายคิดว่าเป็นอาการลำไส้เกิดการแปรปรวน

  • ลำไส้แปรแปรวน

ส่วนอาการของโรคลำไส้แปรแปรวน ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะอาการ ปวดท้อง ท้องเสียสลับกับท้องผูก บางรายมีไข้ร่วมด้วย โดยระยะเวลาของการเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น จะเกิดบ่อยครั้งมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป แต่ความรุนแรงจะไม่รุนแรงเท่าการเกิดลำไส้อักเสบ

นอกจากอาการที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันแล้วนั้น ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นก็มีความแตกต่างเช่นกัน โดยอาการลำไส้อักเสบนั้นจะมีการเกิดแผลภายในกระเพาะอาหารร่วมด้วย จึงมีความเจ็บปวดและอาการรุนแรงกว่า อาการลำไส้แปรปรวนอยู่มาก เพราะลำไส้แปรปรวนจะไม่มีการเกิดแผลในกระเพาะขึ้น แต่จะเป็นความผิดปกติในการทำงานของลำไส้และกระเพาะอาหารนั่นเอง

หากเกิดอาการขึ้นควรทำอย่างไร

เมื่อเกิดอาการของโรคทั้งสองนี้ขึ้น หลายคนมักจะเลือกทานยาลดกรดในกระเพาะ และยาที่ช่วยบรรเทาอาการแทนการไปพบแพทย์ แต่ถ้าหากทานยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะคุณอาจเป็นลำไส้อักเสบเฉียบพลันหรือติดเชื้อได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายเกิดอาการจากการทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป และทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย จึงส่งผลทำให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

โรคลำไส้อักเสบและแปรปรวน มีวิธีการป้องกันอย่างไร?

วิธีการป้องกันการเกิดโรคทั้งสองนี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ  เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อจิตใจหรือคสามเครียด นอกจากนี้หากคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหาร ลูกหลานจะมีโอกาสที่จะสามารถป่วยเป็นโรคกระเพาะและลำไส้ ได้สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารและพฤติกรรมที่ส่งผลต่าง ๆ ดังนี้

  1. ทานอาหารที่มีกากใย

การทานอาหารที่มีกากใย อย่างพวกผักและผลไม้ จะช่วยสริมสร้างระบบการขับถ่ายและช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ช่วยให้ลำไส้มีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับบางรายหากทานผักและผลไม้บางประเภทมากเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดลมในกระเพาะขึ้นได้ และทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้ออีกด้วย

  1. ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะอนามัย

ส่วนใหญ่แล้วนั้นอาการลำไส้อักเสบก็เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ โดยการทานอาหารที่มีรสจัด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เพราะฉะนั้นควรทานอาหารปรุงสุกและมีรสชาติกลาง ๆ ไม่เค็ม เผ็ดหรือเปรี้ยวจนเกินไป

  1. หากิจกรรมทำ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

อีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดโรคเหล่านี้ขึ้น คือ ความเครียด โดยภายใน 1 สัปดาห์ ควรหาเวลาว่างทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อเป็นการผ่อนคลายสมองและจิตใจ ให้มีความปลอดโปร่ง คลายความตึงเครียด นอกจากนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายลดน้อยลงนั่นเอง

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 วัน วันละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงแล้วนั้น ยังเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดีอีกด้วย

หากเกิดอาการของโรคเหล่านี้ขึ้น ไม่ควรปล่อยไว้และทานยาบรรเทาอาการเพียงเท่านั้น เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนและอาจถึงอันตรายต่อชีวิตได้ ทางที่ดีควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที อีกทั้งควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น