เอชไพโลไร-H.-Pylori-ตัวการร้ายสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะอาหา

เอชไพโลไร (H. Pylori) ตัวการร้ายสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร

เอซไพโลไร (H.Pylori) หรือ เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ในเยื่อบุกระเพาะอาหารของเราทุกคน โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักคิดว่าอาการของโรคกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้น อย่างเช่น ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไปจนถึงอาการกระเพาะอาหารอักเสบ เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการทานอาหารและพฤติกรรมอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว จึงรักษาและบรรเทาอาการด้วยการซื้อยามาทานเอง ถือเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะกลายเป็นโรคเรื้อรังได้ อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็น โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ เป็นเชื้อที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้เชื้อตัวนี้สามารถอาศัยอยู่ ในชั้นผิวเคลือบกระเพาะอาการที่มีความเป็นกรดได้อย่างดี จึงทำให้เชื้อสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนเกิดการอักเสบภายในกระเพาะขึ้น นอกจากจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งการเกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

สาเหตุการเกิดโรคกระเพาะอาหาร

อย่างที่ทราบกันดีว่า โรคกระเพาะอาหารมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย โดยปัจจัยหลัก คือ กรดภายในกระเพาะ ซึ่งกรดจะเข้าไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดการการเสียสมดุลภายในกระเพาะขึ้น และยังเกิดขึ้นได้จากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ทานอาหารรสจัดจ้าน อาหารที่เป็นของมัน ของทอด อาหารที่มีไขมันสูง รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทานมื้อดึก ทานอาหารเร็วเกินไป มีความเครียดสูง และดื่มเครื่องดื่มมึนเมา สูบบุหรี่ เป็นต้น อีกทั้งยังมีสาเหตุมาจากการทานยาบางชนิดได้อีกด้วย แต่สาเหตุหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การติดเชื้อแบคทีเรียเอซไพโลไร (H.Pylori) จากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร จากการติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ ในเยื่อบุกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ สูงถึง 90% เลยทีเดียว

เอซไพโลไร H.Pylori เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) หรือเรียกอีกอย่างว่า เอซไพโลไร (H.Pylori) มีการอาศัยอยู่ภายในร่างกายของเรา โดยจะอาศัยอยู่ในระบบทางเดินกระเพาะอาหาร สามารถถ่ายทอดได้จากคนสู่คน ผ่านการใช้สิ่งของร่วมกัน อย่างเช่น ช้อน ซ้อม ภาชนะในการใส่อาหาร หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปรุงอาหาร ซึ่งอาจมีความสกปรกและปนเปื้อน จึงทำให้เชื่อชนิดนี้เข้าสู่กระเพาะอาหารได้ในที่สุด

ส่วนใหญ่แบคทีเรียหลากหลายชนิด ไม่สามารถอาศัยอยู่ที่กระเพาะอาหารได้ เนื่องจากความเป็นกรดจะทำให้เชื้อเหล่านั้นถูกทำลาย แต่ว่าเชื้อเอซไพโลไร มีคุณสมบัติที่สามารถอยู่ในเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารได้ อีกทั้งยังผลิตด่างที่ป้องกันตัวเองจากการถูกกรดทำลายได้ โดยเชื้อชนิดนี้จะแทรกอยู่บริเวณช่อง ของเซลล์ผิวเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียตัวนี้สามารถอยู่ใน กระเพาะของผู้ป่วยได้นานถึง 10 ปี โดยไม่แสดงอาการผิดปกติเกิดขึ้นเลย

หากผู้ป่วยมีการติดเชื้อในปริมาณมาก หรือมีการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ส่วนมากจะมีอาการคล้ายกับอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในปริมาณที่ไม่มาก อาจไม่มีการแสดงอาการใด ๆ เกิดขึ้นเลย แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะเชื้อจะยังฝังอยู่ในกระเพาะอาหารของเรา จนเกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และยังมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้

อาการของการติดเชื้อแบคทีเรียเอซไพโลไร

อาการของการติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ จะคล้ายกับการเกิดอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั่วไป ดังนี้

  • มีอาการปวดท้องเป็นระยะ คล้ายอาการเรื้อรัง บริเวณใต้สิ้นปี่
  • มักมีอาการปวดท้องในช่วงมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น ก่อนมื้ออาหารและหลังมื้ออาหาร
  • มีอาการปวดแสบท้อง และจุกแน่น พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้
  • หากเกิดการอักเสบรุนแรง อย่างการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ อาจมีเลือดออกภายในกระเพาะอาหารด้วย จึงทำให้อุจจาระมีสีดำ ไปจนถึงอาเจียนเป็นเลือดได้

วิธีการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอซไพโลไร

วิธีการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ แพทย์ที่ทำการรักษาจะทำการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  • การส่องกล้อง เพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของผู้ป่วยจากในกระเพาะอาหาร
  • การตรวจอุจจาระ (Stool antigen test) เพื่อตรวจหาโปรตีนของเชื้อและซากเชื้อแบคทีเรีย วิธีนี้จะมีความแม่นยำสูงถึง 98% เลยอีกด้วย
  • การตรวจลมหายใจ (Urea breath test) โดยจะทำการตรวจจากการใช้ยูเรีย เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร

วิธีการป้องกันและการรักษา ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอซไพโลไร

วิธีการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนี้ สามารถทำได้ไม่ยาก คล้ายกับวิธีการป้องกันการเกิดโรคกระเพาะทั่วไป อย่างเช่น

  • หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด และอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ดูแลและทำความสะอาดอุปกรณ์การทำอาหาร และภาชนะที่ใช้งานให้สะอาดอยู่เสมอ

ส่วนการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้นั้น ทางแพทย์ผู้ดูแลจะให้ยาปฏิชีวนะที่มีการใช้สูตรเฉพาะ อาจต้องใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ อีก 2 – 3 ชนิด และควรพาคนในครอบผู้ป่วยมาทำการตรวจเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และหากติดเชื้อจะได้ทำการรักษาไปพร้อมกันเลยนั่นเอง