โรคมะเร็งกระเพาะอาหารภัยเงียบน่ากลัวที่มาโดยไม่รู้ตัว

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม

โรคระบบทางเดินอาหารที่ร้ายแรงที่สุด คือ โรคมะเร็งกระเพาะอาหารนั่นเอง โดยมะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ จนเชื้อมะเร็งเกิดการแพร่กระจายลุกลามไปสู่อวัยวะใกล้เคียง สามารถเกิดขึ้นได้ทุที่ในบริเวณกระเพาะอาหาร และมีหลายตำแหน่งที่ติดเชื้อมะเร็งสามารถรักษาให้หายได้ นอกจากนี้ผลการสำรวจสถิติโรคมะเร็งในประเทศไทย พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก และยังติด 1 ใน 5 อันดับโรคมะเร็งที่มีการเสียชีวิตของคนไทยมากที่สุดอีกด้วย

ปัจจัยและสาเหตุเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งชนิดนี้ขึ้น คือการทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อน อย่างเช่น อาหารปิ้งย่าง อาหารประเภทหมักดอง อาหารแปรรูป อาหารตากเค็ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เอซไพโลไร (H.Pylori) เป็นเชื้อตัวร้ายที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นต้นเหตุของแผลในกระเพาะ เมี่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง และสามารถเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด
  • ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูง โดยอายุของเราที่เพิ่มขึ้น เป็นเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งชนิดนี้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
  • คนในครอบครัว หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งประเภทนี้ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเช่นกัน
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหารร้ายแรง และผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างเช่น โรคโลหิตจาง ซึ่งโรคนี้บางชนิดมีโรคแทรกซ้อน เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังสูง
  • อยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่น สารเคมี และสารก่อมะเร็งเป็นเวลานาน

อาการ ของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคมะเร็งประเภทนี้ เป็นภัยเงียบร้ายแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน โดยโรคมะเร็งประเภทนี้ไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่า เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปที่อวัยวะใกล้เคียง และเกิดอาการรุนแรงขึ้นกับตัวผู้ป่วยเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้น เราควรสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งมีอาการต่าง ๆ เช่น

  • คลื่นไส้ และอาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่อาหาร มีความรู้สึกไม่อยากทานอาหาร
  • ปวดท้อง มีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย และมักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร
  • อุจจาระมีเลือดปนออกมา

การวินิจฉัย โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

การวินิจฉัยโรคมะเร็งชนิดนี้ จะมีขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการซักประวัติของผู้ป่วย และตรวจสุขภาพเบื้องต้น
  • เข้าห้องตรวจปฏิบัติการ เพื่อทำการตรวจประเมินสภาวะซีด หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจเลือดในอุจจาระ เป็นต้น
  • ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy) และส่องกล้องด้วยคลื่นความถี่สูง (Endoscopic ultrasonography) ซึงจะช่วยทำให้เห็นตำแหน่งของเชื้อที่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ นั่นเอง
  • ตรวจความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี (PET Scan) เป็นการตรวจหาการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง และสามารถตรวจหาพยาธิสภาพในกระเพาะได้อีกด้วย

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร รักษาได้อย่างไรบ้าง?

การรักษาโรคมะเร็งประเภทนี้ สามารถรักษาได้ตามระยะของโรค มีดังนี้

  • วิธีป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารบ่อยควรรักษาโรคกระเพาะอาหารให้หายไม่ปล่อยเป็นเรื้อรังนานจนเกินไป
  • ผู้ป่วยระยะแรก หรือ ระยะเริ่มต้น จะไม่มีอาการผิดปกติแสดงออกมา ควรมาแพทย์หากเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น และควรตรวจสุขภาพประจำปี เพราะในระยะนี้สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะใช้กล้องส่องเข้าไปที่ทางเดินอาหาร จากนั้นจึงตัดเฉพาะเยื่อบุกระเพาะที่มีความผิดปกติ ในการรักษาระยะเริ่มต้นมีโอกาสที่จะหายขาดจากโรคนี้สูง
  • ผู้ป่วยระยะที่สอง หรือ ระยะเชื้อโต มะเร็งที่อยู่ในร่างกายจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นแพร่กระจายไปอวัยวะใกล้เคียง โดยต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะต้องเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ ๆ และเอามะเร้งออกมา นอกจากนี้อาจมีการใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาด้วย
  • ผู้ป่วยระยะที่สาม หรือ ระยะที่มะเร็งลามไปอวัยวะใกล้เคียง ต้องวิธีเคมีบำบัดร่วมกับความร้อน เพื่อนำมาช่วยในการผ่าตัด (HIPEC) เพราะในระยะนี้ เพียงแค่การผ่าตัดไม่สามารถช่วยในการรักษาให้หายขาดได้ จึงจำเป้นต้องใช้วิธีการนี้ เนื่องจากมีโอกาสหายขาดได้นั่นเอง
  • ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นระยะที่เชื้อมะเร็งลุกลาม และกระจายไปถึงอวัยวะอื่น ๆ เรียบร้อย ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แพทย์จะต้องพิจารณา ให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเคมีบำบัด เพื่อเป็นการควบคุม และลดอาการของโรคมะเร็งชนิดนี้

โดยส่วนใหญ่แล้ว โรคชนิดนี้ในปัจจุบันมักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งแบบผ่าเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดส่องกล้อง แต่การผ่าตัดส่องกล้องจะสามารถใช้ได้กับ ผู้ป่วยระยะแรกและระยะที่สอง นอกจากนี้ยังมีการใช้เคมีบำบัดเข้าร่วมในการรักษาด้วย เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคซ้ำ และควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อได้อีกด้วย