กล้วยน้ำว้าดิบแก้โรคเบาหวานได้จริงหรือไม่

กล้วยน้ำว้าดิบแก้โรคเบาหวานได้จริงหรือไม่?

โรคเบาหวาน หมายถึง สภาวะอาการที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน ที่ทำหน้าที่ช่วยในการดูดซึมน้ำตาลผ่านเซลล์มาเป็นพลังงานแก่ร่างกาย ส่งผลให้น้ำตาลสะสมอยู่ในเลือดในปริมาณมาก และเมื่อเกิดภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้เซลล์ภายในร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพลามไปถึงอวัยยะต่าง ๆ จนเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น

และจากข้อมูลทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย พบว่าปัจจุบัน ชาวไทยที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึงร้อยละ 20 หรือประมาณ 4.8 ล้านคน และคาดว่าภายในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคน เนื่องจากความสะดวกสบายที่มาในลักษณะของเทคโนโลยี ทำให้วิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันนั้น เป็นแบบ เนือยนิ่ง และลักษณะของอาหารที่รับประทาน ยังอิงกับปริมาณน้ำตาลในของหวาน ของคาวที่ก็จำเป็นต้องใส่น้ำตาลในการปรุงรส นอกจากนี้ไม่เพียงแต่ผู้อยู่ในวัยทำงานและวัยสูงอายุเท่านั้น ที่เสี่ยงในการที่จะเป็นโรคเบาหวาน แต่ยังรวมไปถึงวัยรุ่นวัยหนุ่มสาววัยทำงานอีกด้วย และมีข้อมูลชี้ว่า ความน่ากลัวของโรคเบาหวานนั้น จะไม่ใช่เฉพาะปริมาณน้ำตาลในเลือดเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ปัญหาด้านสายตา โรคไตวาย โรคหัวใจ และแผลที่หายช้า จนเกิดอาการแผลเน่าหรือการลุกลามของแผล จนอาจทำให้ต้องตัดอวัยวะส่วนนั้น เป็นต้น

ปัจจัยที่ช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน มาจากการรับประทานอาหาร 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. ข้าวหรือแป้ง

ผู้คนที่เป็นเบาหวาน สามารถรับประทานอาหารในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกับคนปกติ แต่ต้องกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องงดหรือจำกัดมากเกินไป เพราะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ควรเลือกรับประทานแหล่งอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง หรือข้าวขัดสีน้อยอื่น ๆ ขนมปังโฮลวีทแทนควรหลีกเลี่ยงข้าวขัดสี แป้งสังเคราะห์ต่าง ๆ

  1. เนื้อสัตว์

ทานได้แต่ควรหลีกเลี่ยงการทานของมันของทอด และเนื้อสัตว์ติดมันติดหนัง อาจเปลี่ยนจากเนื้อหมู เนื้อวัวหรือเนื้อไก่ มาเป็นการทานปลาที่มีไขมันน้อยหรือเต้าหู้แทน

  1. ผัก

อาหารกลุ่มนี้ มี เกลือแร่ วิตามินและกากใยอาหารเยอะมาก ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานทั้งผักสดและผักสุก โดยเฉพาะผักใบเขียว เช่น ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง บวบ ตำลึง ต้นหอม และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักที่เป็นหัวจากใต้ดิน หรือมีแป้งและน้ำตาลสะสมเยอะ เช่น ฟักทอง หัวแครอท หัวผักกาดข้าว และผักจำพวกหอม เช่น หอมใหญ่ หอมแดง เพราะในผักชนิดนี้มีน้ำตาลในปริมาณที่ค่อนข้างสูง

  1. ผลไม้

ผลไม้ทุกชนิดประกอบด้วยน้ำตาลทั้งหมด แต่ควรหลีกเลี่ยงชนิดที่มีน้ำตาลสูง เพราะจะส่งผลต่อปริมาณในเลือดได้ ผลไม้ที่ห้ามเลย ก็คือ ทุเรียน ขนุน น้อยหน่า ละมุด และไม่ควรทานผลไม้แปรรูป อย่าง ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กระป๋อง ผู้ป่วยควรเลือกทานอย่างระมัดระวัง

กล้วยน้ำว้าดิบ เป็นตัวช่วยที่ดีในการรักษาโรคเบาหวาน เพราะในกล้วยน้ำว้าดิบไม่มีน้ำตาลที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลในเลือด มีวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารมากมมาย แต่มีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า แทนนิน มีสรรพคุณทางยา ดังนี้

  1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากเป็นแผลจะใช้เวลาในการรักษาแผลนานกว่าคนปกติ และอาจมีการลุกลามของแผลที่เกิดจากการอักเสบ แทนนินจะเข้าไปยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบ รักษาแผลและทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งยังป้องกันการสูญเสียน้ำจากแผลอีกด้วย
  2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนั้นจะลดการก่อสารมะเร็งที่อยู่ภายในร่างกาย และจากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น ผู้ป่วยนั้นมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินจำเป็น ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ สารต้านอนุมูลอิสระในแทนนินจะช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย
  3. ผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่น้ำตาลเท่านั้นที่ต้องคอยระวัง แต่เป็นปริมาณคอเลสเตอรอลด้วย เพราะฉะนั้นการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ถือเป็นความสามารถของสารแทนนินที่สามารถช่วยผู้ป่วยได้ด้วยเช่นกัน
  4. ปรับสมดุลของกรดในกระเพาะอาหาร เนื่องจากการรับประทานเป็นปัจจัยสำคัญของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะฉะนั้นระบบย่อยอาหาร จึงเป็นส่วนสำคัญในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย หากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลต่อระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้
  5. แทนนนิน ถือเป็นยารักษาโรคเบาหวาน เพื่อช่วยควบคุมสมดุลการหลั่งฮอร์โมนจากตับอ่อน ซึ่งส่วนที่ผลิตคือฮอร์โมนอินซูลิน ที่ทำหน้าลำเลียงน้ำตาลไปสู่เนื้อเยื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน และด้วยความสมดุลของฮอร์โมนอินซูลิน เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เชื่อได้เลยว่าผู้คนส่วนมาก กังวลถึงการรักษาอาการและการดูแลป้องกัน จากข้อมูลข้างต้นหวังว่าทุกท่านสามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการรักษาและดูแลตนเอง โดยการทานผลไม้ชนิดนี้ถือเป็นตัวช่วยในการรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง